kjh-teatime-ill-be-there-interview

[Interview] KIM JAE HWAN’s Tea-Time: ค้นพบตัวตนของ ‘คิมแจฮวาน’ ผ่านรอยด้านที่ปลายนิ้ว และจังหวะดนตรีที่เติบโต

Note : บทสัมภาษณ์นี้เป็นการแปลภาษาจาก Subtitle ภาษาอังกฤษของคลิป [Video] Kim Jaehwan’s Digital Single [I’LL BE THERE] : Tea-Time โดยเรียบเรียงประโยคต่างๆ ให้เหมาะสมกับรูปแบบบทความ

ท่ามกลางบรรยากาศของคาเฟ่แสนอบอุ่นในละแวกบ้าน สถานที่ที่เสียงดนตรียังคงอ้อยอิ่งผสานไปกับกลิ่นกาแฟหอมกรุ่นที่ลอยมาจางๆ…

ในช่วงเดือนมีนาคม ปี 2026 ระหว่างช่วงเวลาแห่งการเตรียมตัวสำหรับผลงานเพลงใหม่ ‘คิมแจฮวาน’ ได้หยุดพักเพื่อดื่มด่ำกับ TEA TIME แสนสบาย และนี่คือจุดเริ่มต้นของบทสนทนาอันเรียบง่าย ทว่าเต็มไปด้วยความสัตย์จริงจากก้นบึ้งของหัวใจที่เขาพร้อมจะเล่าให้เราฟัง

คิมแจฮวาน : ขอบคุณครับ~~ โอ้ สวยจัง จานสวยมากเลยครับ อันนี้ของผมเหรอ?.. ของใครครับเนี่ย? อันนี้ของผมเอง~ โอ้ อันนี้สวยกว่า ขออันนี้ได้ไหม? (ฮา ฮ่า ฮา) โอ้ ให้จริงเหรอครับ?

ตอนนี้ผมโอเคทุกอย่างแล้วครับ TEA TIME ในรอบนานมาก สิ่งที่ทำให้ช่วงเวลานี้ดีมากๆ คือรู้สึกเหมือนเป็นโอกาสที่จะได้ซื่อสัตย์และจริงใจอย่างเต็มที่

Q: (ความรู้สึกร่วมหลังปลดประจำการ) โหยหาผู้คนไหม?

คิมแจฮวาน : ผมโหยหาคนครับ (ฮ่าฮ่า) ดังนั้นผมเลยสนุกกับการได้พูดคุย

และเรื่องราวจากใจของแจฮวานในครั้งนี้.. ก็เริ่มต้นขึ้น…

คิมแจฮวาน : ตอนที่ผมเข้ากรมไป สิ่งแรกที่ทำคือผมส่งข้อความขอโทษไปเยอะมากครับ

Q: ข้อความขอโทษเหรอ?

คิมแจฮวาน : ใช่ครับ อาจจะด้วยทัศนคติของผมหรืออะไรก็ตาม ผมส่งข้อความไปหาคนที่ผมรู้สึกว่าผมเคยทำผิดพลาดด้วย หรือคนที่ผมอาจจะเคยทำให้พวกเขาเสียใจเมื่อเวลาผ่านไป เป็นข้อความยาวๆ ที่บอกว่าตอนนั้นผมรู้สึกผิดแค่ไหน แม้แต่กับเพื่อนๆ ผมก็บอกพวกเขาว่าตอนนั้นผมขอโทษจริงๆ ผมส่งไปให้ทุกคนพร้อมกับคำขอโทษที่ได้ทบทวนตัวเองครับ ผมขอให้พวกเขายกโทษให้และพยายามทำความเข้าใจกัน ผมจำได้ว่าทำแบบนั้นครับ

Q: อะไรทำให้คุณคิดแบบนั้น?

คิมแจฮวาน : ผมก็ไม่รู้สิครับ แต่การได้เข้าไปอยู่ในนั้นมันทำให้ผมตระหนักว่าแม้แต่สิ่งเล็กน้อยที่สุดในสังคมก็เป็นสิ่งที่น่าซาบซึ้งและมีค่ามากแค่ไหน แง่มุมความเป็นมนุษย์ทั้งหมดของชีวิต กิจวัตรประจำวันของเรา… มันทำให้ผมเห็นคุณค่าของผู้คนรอบตัวมากขึ้นจริงๆ ครับ ผมคิดว่าตอนอยู่ในกองทัพ ผมอยากจะเป็นคนใหม่ ถ้ามีอะไรที่ผมยังขาดหายไป ผมอยากจะตระหนักรู้ด้วยตัวเองและเปลี่ยนแปลงเป็นคนใหม่ครับ

เวลาที่ผมอยู่บนทางแยก แทนที่จะตัดสินใจให้ฉลาดและรอบคอบกว่านั้น ผมรู้สึกว่ามีหลายครั้งที่ผมทำตัวไม่เป็นผู้ใหญ่เลย นั่นคือสิ่งที่ผมรู้สึกตอนอยู่ในกรมครับ ดังนั้น มากกว่าเรื่องงาน คือแง่มุมความเป็นมนุษย์ของชีวิต ผมอยากเติบโตขึ้นในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ทั้งในความสัมพันธ์กับครอบครัว กับเพื่อนๆ และกับคนที่ผมทำงานด้วยครับ ผมอยากเติบโตให้มากๆ ในเรื่องความสัมพันธ์แบบนั้น นั่นคือความคิดของผมครับ ผมยังคงมีข้อบกพร่องอยู่ แต่… ผมก็พยายามพัฒนาตัวเองต่อไปครับ

คนรอบตัวมักจะถามผมตลอดว่า ‘ตอนเกณฑ์ทหารลำบากไหม? มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า?’ พวกเขาถามแบบนั้น แต่ผมทำได้ดีเลยครับในกรม ผมเตะฟุตบอลหนักมาก เล่นฟุตบอลเยอะมากในนั้น ทุกครั้งที่ได้บอล ผมจะส่งตรงให้ผู้บัญชาการเลยครับ ผมเข้ากันได้ดีกับทั้งรุ่นพี่และรุ่นน้องด้วย พวกเขาพูดติดตลกว่า “นายควรไปเป็นทหารอาชีพนะ!”

โห… ผมคิดถึงเวทีมากๆ ครับ และผมก็คิดถึงแฟนๆ ของผมมากๆ ด้วย นั่นคือสิ่งที่ผมบอกพวกเขาไป ผมอยู่ในวงดุริยางค์ทหาร ผมเลยได้ร้องเพลงเป็นครั้งคราวเพื่อแฟนๆ ของผม ผมรู้สึกขอบคุณสำหรับเรื่องนั้นจริงๆ ครับ

คิมแจฮวาน : ผมใช้ความคิดกับเรื่องนี้เยอะมากครับ อย่างไรก็ตาม สำหรับตัวตนของผมในฐานะนักดนตรี ผมคิดเรื่องนี้มานานตั้งแต่ก่อนเข้ากรมแล้ว ตั้งแต่เดบิวต์โซโล่หลังจาก ‘Wanna One’ ผมคิดทบทวนเรื่องนี้มาอย่างยาวนาน ผมได้ลองทำเพลงหลากหลายแนว และผมก็สนุกกับมัน แต่เมื่อมองย้อนกลับไป ผมคิดว่านั่นเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการค้นหาดนตรีที่ผมทำอยู่ในตอนนี้

ในตอนนั้น ผมสนุกกับมันจริงๆ ผมตื่นเต้นมากตอนที่เตรียมงานทุกอย่าง ‘เพลง NUNA นี่สนุกและน่าสนใจดีนะ’ ผมคิดว่าแฟนๆ น่าจะชอบเพลงนี้นะ ใช่มั้ย? ‘เพลง NUNA วินดึน่าจะชอบกัน’ อะไรประมาณนั้น ‘ส่วนเพลง Lucky! (Feat. BOBBY) ก็ค่อนข้างท้าทายและมีอิมแพค เนื้อเพลงมันแรงนะ แต่มันก็น่าจะสนุกดี’, ‘ถ้าผมแสดงเพลงนี้พร้อมกับเต้นไปด้วย ผมอาจจะเป็นเหมือน PSY คนที่สองก็ได้’ นั่นคือสิ่งที่ผมคิดในตอนนั้น ‘หรือถ้าผมเพอร์ฟอร์มแบบ Bruno Mars ท่าเต้นก็คงจะเท่เหมือนกัน’ ผมในตอนนั้นเป็นแบบนั้นครับ

แต่พอผมเข้ากรม คำถามที่ผมคอยเฝ้าถามตัวเองคือสิ่งนี้ครับ ‘ผมควรทำเพลงแนวไหนดีหลังจากปลดประจำการ?’ ผมเอาแต่คิดเรื่องนี้ตลอดเวลา และในช่วงที่ผมอยู่ที่นั่น ในที่สุดคำตอบนั้นก็ชัดเจนขึ้นมาครับ

ตอนที่ผมทำงานเป็นนักร้อง ผมถูกรายล้อมไปด้วยคนในวงการ และผมต้องรับฟังความคิดเห็นของพวกเขา แต่ในกองทัพ ผมถูกรายล้อมไปด้วยคนธรรมดาทั่วไป และพวกเขาก็มีมุมมองที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง คนที่อยู่นอกวงการ วิธีที่พวกเขามองผมน่าจะแม่นยำกว่านะ ผมคิดว่าอย่างนั้น สิ่งที่ทุกคนพูดเหมือนกันคือ ผมดูเท่มากเวลาที่เล่นกีตาร์ แต่เวลาที่ผมถือกีตาร์ ผมไม่เคยพยายามทำตัวให้ดูเท่ตอนที่เล่นมันเลยครับ

ถ้าจะพูดให้ถูกคือ ผมพยายามอย่างหนักที่จะดูเท่ตอนที่ผมร้องและเต้นมากกว่า แต่ทุกคนตั้งแต่ทหารระดับนายร้อยไปจนถึงพลทหารกลับบอกว่า เวลาที่ผมร้องเพลงพร้อมกับดีดกีตาร์ ผมดูเท่สุดๆ ไปเลย นั่นทำให้ผมเริ่มคิดว่า ‘นี่คือเส้นทางของผมหรือเปล่า? หรืออาจจะไม่ใช่?’

แล้วจู่ๆ ผมก็ได้รับคำสั่งให้ไปแสดงในงานของทหารหรืออะไรสักอย่าง และพวกเขาจะขอให้ผมเตรียมเพลงที่เล่นกับกีตาร์ไป โดยธรรมชาติแล้ว พอผมได้ซ้อมกีตาร์ ‘อ้อ นี่แหละคือตัวตนเดิมของผม’ ผมได้ค้นพบสิ่งนั้นอีกครั้ง

คิมแจฮวาน : ผมดิ้นรนกับเรื่องนี้มาหลายปีจนรู้สึกเหมือนเป็นสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก จนถึงจุดหนึ่ง ผมก็ตระหนักว่าผมหมกมุ่นกับผลลัพธ์มากเกินไป และผมก็พบว่าตัวเองกำลังทำแบบนั้นอยู่ ผมเลยรู้สึกละอายใจกับเรื่องนั้นครับ แต่ตอนนี้ผมค้นพบตัวตนของตัวเองแล้ว ความกังวลเหล่านั้นก็หายไปหมดเลย

ตอนนี้… ระหว่างที่เตรียมเพลงใหม่ ‘I’ll Be There’ บอกตามตรงว่าผมมีความสุขมากครับ ผมไม่ได้คิดเรื่องการคว้าอันดับหนึ่งหรืออะไรทำนองนั้นกับเพลงนี้เลย ผมแค่คิดว่า ‘ตอนยืนอยู่บนเวที ผมจะสามารถแสดงเพลงนี้ออกมาได้อย่างเท่มากๆ’, ‘ผมแทบรอไม่ไหวที่จะได้แสดงมัน’ และผมก็ตื่นเต้นกับอัลบั้มต่อๆ ไปที่จะตามมาด้วย โดยคิดว่า ‘ผมรู้สึกว่าการทำเพลงต่อไปจากนี้มันจะต้องสนุกแน่ๆ’ นั่นคือสิ่งที่ผมคิดครับ.

คิมแจฮวาน : พอมาคิดดูตอนนี้… ผมคิดว่าผมมักจะถูกดึงดูดเข้าหากีตาร์เสมอ มันเหมือนเป็นเพื่อนสนิท แต่ผมถูกความคุ้นเคยหลอกตา ผมเลยมองข้ามมันไปอยู่พักหนึ่งเลยครับ… มันเป็นสิ่งที่ผมทำมาอย่างยาวนาน ผมยังจำมันได้อย่างชัดเจน มันเป็นกีตาร์เปื้อนฝุ่นที่วางอยู่ในบ้าน ไม่ได้ตั้งสาย สายก็ขึ้นสนิม… วินาทีแรกที่ผมหยิบมันขึ้นมา คือครั้งแรกที่ผมได้จับกีตาร์

ตอนนั้นผมอยู่ประถม ป.5 ได้มั้งครับ? ผมลองเล่นเพลง ‘Oh My Darling, Clementine’ เป็นครั้งแรก เวลาที่คุณเริ่มเล่นกีตาร์ใหม่ๆ นิ้วคุณจะเจ็บมาก มันเจ็บมาก แต่ผมก็เล่นต่อไป ไม่ใช่ว่ามันไม่สนุกนะ แต่มันแค่เจ็บเกินไป ตอนนั้นนิ้วของผมไม่ขยับไปตามที่ใจคิดเลยเวลาที่ต้องเกากีตาร์ ผมจำได้ว่าผมเขวี้ยงกีตาร์ทิ้งไว้หน้าทีวี แล้วบอกว่า “ผมไม่เอาแล้ว!” ผมเขวี้ยงมันทิ้งตอนบ่าย แล้วก็รู้สึกผิดกับมันตอนเย็น ผมเลยหยิบมันขึ้นมาเพื่อกอดมันอีกครั้ง ผมถือกีตาร์แล้วเริ่มเล่นใหม่ และรู้สึกเหมือนว่าผมเล่นได้ดีขึ้นนิดหน่อย

ตั้งแต่วินาทีนั้น ผมก็ติดใจและเรียนรู้วิธีเล่นมันมาตลอดผ่านการเรียนกีตาร์ ผมได้ค้นพบว่าดนตรีแบบไหนที่ผมชอบจริงๆ ศิลปินรุ่นพี่อย่าง คุณคิมกวังซอก, คุณอีมุนแซ, และคุณยูแจฮา… ผมฟังเพลงของศิลปินเหล่านี้ตลอดเวลา และผมก็ฟังเพลงวงดนตรีอย่างพังก์ร็อกและฮาร์ดร็อกด้วยครับ ผมจะโหลดเพลงลงในเครื่องเล่น MP3 แล้วไปโรงเรียน ผมเอากีตาร์ไปเล่นและร้องเพลงต่อหน้าเพื่อนๆ ด้วย และพวกเขาก็มองว่ามันเท่มากในตอนนั้น

ผมไม่ได้คิดว่าตัวเองเก่งขนาดนั้น แต่พวกเขาปรบมือให้ผม เอ๊ะ? ‘พวกเขาชื่นชมทักษะของผมเรื่อยๆ เลยแฮะ? ดังนั้น ผมต้องตั้งใจทำให้หนักขึ้น’ ผมฟังวงดนตรีอย่าง Coldplay, Oasis, Radiohead และแกะเพลงของพวกเขาเล่นสนุกๆ และตอนนั้นก็มีการประกวดวิดีโอ UCC พอดี มีซีรีส์เรื่องหนึ่งที่นักแสดงอีมินกิเล่น ‘Shut Up & Let’s Go’ เป็นซีรีส์เกี่ยวกับวงดนตรี เพลงไตเติ้ลของเรื่องคือเพลง ‘Jaywalking’ ผมร้องเพลงนั้นพร้อมกับดีดกีตาร์ในชุดนักเรียนเพื่อส่งประกวด และวิดีโอนั้นได้ที่ 4 ครับ ผมได้ที่ 4 เหมือนกับตอนที่ผมได้ที่ 4 ในรายการ Produce 101 (Season 2) เลย

หลังจากนั้น ก็มีค่ายเพลงติดต่อมา และผมก็ได้ไปร่วมรายการออดิชั่นอย่าง ‘Korea’s Got Talent 2’ ผมไปออกรายการนั้น และนั่นเป็นจุดที่ทำให้ผมพบว่าตัวเองเข้ามาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่สามารถทำดนตรีได้อย่างเป็นธรรมชาติ

อันที่จริง ก่อนที่จะเดบิวต์เป็น Wanna One ผมเคยเป็นเด็กฝึกหัดในวงดนตรีมาก่อนครับ ผมเคยไปเปิดหมวกร้องเพลง ออกไปดึงดูดคนดูเวลาที่ไม่มีใครฟังตอนที่ผมเล่นกีตาร์ มันมีความโรแมนติกซ่อนอยู่ในนั้นจริงๆ

ผมมีรอยด้านจากการเล่นกีตาร์ตรงนี้ และรอยด้านจากการเล่นฟิตเนสตรงนี้ ตรงนี้ แล้วก็ตรงนี้ด้วย แม้แต่หัวใจของผมก็มีรอยด้านนะครับ คุณมองไม่เห็นเหรอ? รอยด้านที่หัวใจไง

คิมแจฮวาน : เรื่องที่จะแสดงออกมาได้ดีหรือไม่นั้น มันขึ้นอยู่กับการฝึกซ้อมและความพยายามของผม ดังนั้นผมก็แค่ทำมันไปครับ แต่เวลาที่ผมแต่งเพลง ผมมักจะรู้สึกเสมอว่าความจริงใจคือทุกสิ่ง ไม่มีอะไรเอาชนะความจริงใจได้

สำหรับเพลงใหม่นี้ ผมทุ่มเทหมดหัวใจเลยครับ แต่ผมก็ยังคงสงสัยว่า ‘ถ้าเพลงนี้สื่อความรู้สึกของผมไปไม่ถึง ผมจะสามารถให้ได้มากกว่านี้ยังไงอีก?’ ผมค่อนข้างกังวลในเรื่องนั้น หรือ ‘อ่า… ผมยังจริงใจไม่พอเหรอ? ผมทุ่มสุดตัวกับเรื่องนี้จริงๆ นะ’ ผมก็พบว่าตัวเองแอบคิดแบบนั้นเหมือนกัน ผมใช้ความคิดเยอะมากในการเขียนเนื้อเพลง ‘ผมควรเขียนเกี่ยวกับการเลิกราไหม? แต่ตอนนี้ผมมีความสุขดีนี่นา ผมไม่ได้กำลังเลิกรากับแฟนๆ ของผมเสียหน่อย ผมไม่สามารถเขียนเนื้อเพลงเกี่ยวกับการเลิกราได้ เพราะมันจะรู้สึกไม่จริงใจ ผมไม่อยากปล่อยเพลงออกมาในรูปแบบนั้น’

หลังจากคิดไปคิดมาวนไปวนมา ผมก็ตระหนักได้ว่า แฟนๆ ของผมรอคอยผมมาตลอดเวลาที่ผ่านมา พวกเขารอผมมาตั้งหนึ่งปีครึ่ง ในมุมมองของพวกเขา เพลงใหม่ของผมน่าจะถูกปล่อยออกมาเร็วๆ นี้ แต่จริงๆ แล้ว ผมต้องลดน้ำหนัก เสียงร้องของผมก็อาจจะไม่เหมือนเดิม ดังนั้นผมต้องพัฒนามันขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ผมยังมีเรื่องให้ต้องปรับตัวอีกเยอะ และวิธีการพูดของผมก็ยังคงติดโทนทหารอยู่เลย แต่แฟนๆ ก็คงคิดว่า ‘ฉันอยากให้เพลงใหม่ออกมาเร็วๆ จะได้ฟังแล้ว’ ดูเหมือนว่าการรอคอยมันจะยาวนานขึ้นเรื่อยๆ และผมก็สามารถรับรู้ถึงความรู้สึกของแฟนๆ ได้ครับ ดังนั้น ผมเลยอยากเขียนเนื้อเพลงที่สามารถปลอบประโลมจิตใจพวกเขาได้

แฟนคลับของผมถูกนิยามด้วยชื่อ ‘วินดึ (WIN:D)’ แต่พวกเขาก็มีตัวตนและบุคลิกเฉพาะตัวของตัวเองเช่นกัน พวกเขาแตกต่างกันทุกคนใช่มั้ยครับ? แต่เมื่อนึกถึงพวกเขา (วินดึ) ในฐานะคนๆ เดียวอย่างแท้จริง ผมว่าผมแต่งเพลงนี้ขึ้นมาด้วยความรู้สึกนั้นแหละครับ แค่วินดึ พวกเขามีอายุที่ต่างกัน และมาจากภูมิหลังที่แตกต่างกัน พวกเขาดูแตกต่างกันด้วย แต่… ผมมองว่าแฟนด้อมวินดึคือตัวตนหนึ่งเดียวครับ ดังนั้น เหมือนผมกำลังคุยกับพวกเขา ผมเลยลงเอยด้วยการเขียนเนื้อและทำเพลงนี้ขึ้นมา

ครั้งนี้ ผมทุ่มเททั้งใจและความรักลงไปจริงๆ แทนที่จะวางแผนในหัวว่า ‘ฉันต้องเขียนออกมาแบบนี้นะ’ ผมคิดว่าจากหัวใจของผม ชิ้นงานนี้จึงถูกสร้างออกมา ตอนที่ผมร้องท่อนอินโทร ผมร้องเบาๆ เหมือนกำลังพูดคุย ‘เหมือนมากระซิบข้างหูเลย ฟังดูคล้ายๆ ASMR เลย’ นั่นคือสิ่งที่ผู้คนพูดกันครับ มันไม่ได้มีอะไรมากเกินไป แต่เรียบง่ายและจริงใจ ผมคิดว่าผมได้ทำเพลงที่ดีขึ้นมาด้วยวิธีนั้นครับ

(ระหว่างการบันทึกเสียง)
ว้าว การอัดเสียงกีตาร์เป็นเรื่องใหม่สำหรับผมเลย เป็นครั้งแรกที่อัดเสียงตัวเองเล่นกีตาร์

ผมควรใช้สิ่งนี้ด้วยมั้ยนะ? ผมเอาแต่ร้องเพลงมาตลอดเลย..

ผมขอลองอีกครั้งนะครับ.. อ่าา จากจุดเริ่มต้นเพลงเลยครับ

ผมตระหนักได้เลยว่าการอัดเสียงกีตาร์มันยากแค่ไหน และผมก็ตระหนักได้ว่านักดนตรีแบ็คอัพนั้นเก่งกาจกันขนาดไหน

(ช่วงเสร็จจากการบันทึกเสียง)
ทำได้ดีมาก~
ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าผมพยายามจะโชว์ออฟต่อหน้ามืออาชีพ!

เมื่อวินดึได้ฟังเพลงนี้ ถ้าคุณนึกไว้ว่าผมเป็นคนเล่นและอัดเสียงกีตาร์นี้เอง มันอาจจะให้ความรู้สึกที่ต่างออกไปนิดหน่อยครับ ผมคิดว่ามันน่าจะน่าสนใจดีเหมือนกัน ดังนั้นผมจึงตั้งตารอคอยมันมากๆ ครับ

ผมหวังว่ามันจะรู้สึกเหมือนคุณได้ดูหนังจบเรื่องหนึ่ง เมื่อคุณฟังเพลงนี้จบ ไม่ใช่แค่การปูเรื่อง จุดไคลแม็กซ์ และบทสรุป แต่ยังรวมถึงไดนามิกและอารมณ์ที่ไหลเวียนอยู่ในเพลง มันให้ความรู้สึกเหมือนหนังทั้งเรื่องแล่นผ่านเข้ามาจริงๆ ครับ และผมก็อยากให้หนังเรื่องนั้นรู้สึกเหมือนเป็นเรื่องราวของแต่ละคนเอง

ผมอยากจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เสมอ และผมอยากแต่งเพลงให้ดีขึ้นครับ ดังนั้น ผมเลยกังวลว่ามันอาจจะดูเหมือนผมเริ่มนิ่งนอนใจ ผมรู้สึกลังเลนิดหน่อยที่จะพูดว่า ผมทำเพลงนี้ออกมาได้ดีมากจริงๆ แต่ผมคิดว่าแฟนๆ น่าจะชอบในบางท่อนนะครับ นั่นก็น่าจะเป็น… ทั้งหมดก็ดีแหละครับ แต่คิดว่าดูที่สุดน่าจะเป็นท่อน VERSE (ท่อนเนื้อร้อง)

Q: ในฐานะศิลปิน แจฮวานวางแผนและวาดภาพอนาคตไว้ไกลแค่ไหน?

คิมแจฮวาน : ผมเหรอ? อัลบั้มหน้าครับ

ตอนนี้งานนี้เสร็จแล้ว ผมก็แค่โฟกัสไปที่งานต่อไป ผมทำเสร็จไปหนึ่งอย่าง แล้วก็ขยับไปทำอย่างต่อไป และก็อย่างต่อไปหลังจากนั้น ผมไม่สามารถกระโดดข้ามไปแบบนั้นได้หรอกครับ บอกตามตรง ผมมองไปไม่เห็นไกลขนาดนั้น การที่สามารถมองเห็นได้ว่าสิ่งต่อไปคืออะไร มันทำให้ผมมีความสุขมากครับ บางครั้ง ผมก็มองไม่เห็นว่าสิ่งต่อไปจะเป็นอะไร ‘แล้วเราควรทำอะไรต่อไปหลังจากนี้ดีล่ะ?’ ในฐานะศิลปิน นั่นแหละคือจุดที่กลายเป็นสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกจริงๆ

ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าผมกำลังมุ่งหน้าไปทางไหน ผมก็แค่เดินต่อไปในเส้นทางที่ผมเดินมา ถ้าผมยังคงมุ่งไปทางนี้ต่อไป มันก็จะยิ่งน่าตื่นเต้นมากขึ้นตั้งแต่นี้เป็นต้นไปครับ ผ่านการโปรโมทครั้งนี้ ระหว่างที่มองดูผม ผมหวังว่าแฟนๆ ของผมจะได้รับการเยียวยาใจนะครับ ผมหวังว่าพวกเขาจะรู้สึกสบายใจ

การได้อยู่รอบๆ คนดีๆ นั้นสำคัญมากจริงๆ ผมอยากจะเป็นหนึ่งในคนดีๆ เหล่านั้นครับ ‘ศิลปินคนโปรดของฉันตอนนี้กำลังทำได้ดีเลย…’ แทนที่จะเป็นแบบนั้น… เมื่อคุณนึกถึงผม พร้อมกับความทรงจำดีๆ มากมาย ผมหวังว่าผมจะสามารถเป็นศิลปินที่ดีในใจของพวกคุณได้ตลอดไปครับ

Translate by WIN:D PARK
Source : 김재환 (KIM JAE HWAN) Digital Single [지금 데리러 갈게] : Tea-time

Leave A Comment

You must be logged in to post a comment