interview_kjh-illbethere-dailian

[Interview] เปิดใจ ‘คิมแจฮวาน’ หลังออกจากกรม : “ตอนนี้ผมยังเป็นฝ่ายที่ต้องพึ่งพาคนอื่น.. วันหนึ่งอยากเป็นคนที่คนอื่นพึ่งพาได้”

ซิงเกิล ‘I’ll Be There’ (지금 데리러 갈게) ของ ‘คิมแจฮวาน’ นั้นคือสิ่งแรกที่อยากส่งถึงแฟนๆ เป็นเพลงที่บรรจุความโดดเดี่ยวและความรู้สึกถูกตัดขาดที่ผ่านมาในช่วงรับใช้ชาติ รวมถึงความปรารถนาที่อยากกลับขึ้นเวทีอีกครั้ง การได้พบกันใหม่กับ Wanna One ที่เป็นการยืนยันอีกครั้งว่าแฟนๆ รอคอยมาตลอด และในฐานะศิลปินเดี่ยว แจฮวานก็ได้แสดงทิศทางดนตรีที่สะสมมานานให้ชัดเจนขึ้น ไม่ว่าจะเป็นร็อกบัลลาดหรือแนวทางอื่นๆ

ช่วงเวลาการรับใช้ชาติเป็นช่วงที่คิมแจฮวานต้องอดทน แต่ในขณะเดียวกันก็กลายเป็นแรงผลักดันในการเติบโตของแจฮวานด้วย แจฮวานคอยย้ำกับตัวเองเสมอว่าต้องทำให้ช่วงเวลานั้นเป็นประโยชน์ต่อการทำงานหลังปลดประจำการด้วย “ความคิดที่แรงที่สุดคืออยากเติบโต เรียนรู้เยอะๆ และก้าวต่อไปครับ แน่นอนว่ามีช่วงที่รู้สึกโดดเดี่ยว ถูกตัดขาด และยากลำบาก แต่ผมคิดว่าการผ่านให้ได้อย่างดีที่สุด อดทนอยู่ในนั้นให้ได้ จะต้องเป็นประโยชน์กับการทำงานหลังปลดประจำการอย่างแน่นอน ตอนนั้นรู้สึกว่าเวลาไม่ยอมผ่านไปเลย แต่พอนึกย้อนกลับไปตอนนี้ รู้สึกว่าตัวเองอดทนได้ดีมากเลยครับ”

ความโดดเดี่ยวและความรู้สึกถูกตัดขาดในช่วงรับใช้ชาติกลายเป็นรากฐานของเพลง ‘I’ll Be There’ คิมแจฮวานบอกว่าในช่วงนั้นมีความต้องการอยากปลอบประโลมตัวเองอย่างแรง และความรู้สึกนั้นก็ไหลออกมาเป็นเพลงอย่างเป็นธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ตลอดบทสัมภาษณ์แจฮวานมักใช้ประโยค “ตอนนี้ผมยังเป็นฝ่ายที่ต้องพึ่งพาคนอื่น” และ “ยังขาดอะไรอยู่มาก” จนเมื่อมีคนสังเกตว่าฟังดูเหมือนยังอยู่ในสภาวะเดิมๆ แต่แจฮวานก็ตอบกลับว่าความถ่อมตนคือทัศนคติที่ศิลปินต้องรักษาไว้เสมอ

“ตอนอยู่ในกองทัพ ผมรู้สึกเหมือนถูกตัดขาด รู้สึกโดดเดี่ยว ทำให้คิดว่าคนในโลกทุกคนคงใช้ชีวิตแบบเดียวกับผม แน่นอนว่าผมมาจากวงดนตรีทหาร ในแง่หนึ่งก็น่าจะใช้ชีวิตได้สบายกว่าคนอื่น แต่ก็ยังมีสิ่งที่ขาดไป และมีเรื่องยากๆ มากมายเกิดขึ้น ตอนนั้นผมมีความต้องการอยากปลอบประโลมตัวเองเป็นอย่างแรก การเขียนเพลงช่วยระบายความรู้สึกได้มากเลยครับ คำพูดของผมอาจฟังดูเหมือนยังอยู่ในสภาวะที่ยากอยู่ตลอด แต่ผมคิดว่าความถ่อมตนต้องมีอยู่เสมอ ทั้งในฐานะศิลปินและในฐานะบุคคล.. คิมแจฮวานในฐานะคนธรรมดาก็ต้องมีจิตใจที่ถ่อมตนครับ”

คิมแจฮวาน (Kim Jaehwan)

การทำงานและการเตรียมตัวรียูเนี่ยนกับ Wanna One ก็ผสานเข้ากับซิงเกิลนี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ แจฮวานบอกว่ามี Process ในการสื่อสารกับเหล่าเมมเบอร์ที่เชื่อมต่อกับการเตรียมซิงเกิลได้อย่างลงตัว ทำให้สามารถเตรียมงานด้วยความรู้สึกมีความสุขมากยิ่งขึ้น “พวกเราถ่ายรายการเรียลิตี้ได้ดีมาก และช่วงเวลาก็ลงตัวพอดี พ่อแม่ชอบดูผมออกทีวี เลยคิดว่าคงดีใจที่ได้เห็นบ่อยขึ้นครับ”

เมื่อบทสนทนาหันมาเรื่องพัคจีฮุน บรรยากาศในสถานที่สัมภาษณ์ก็เบาลงทันที คิมแจฮวานบอกว่าแกล้งจีฮุนเยอะมากในช่วงนี้ เนื่องจากจีฮุนกำลังได้รับการตอบรับที่ดีจากภาพยนตร์ ‘ดันจง ราชันย์นักโทษ แห่งชอนยอนโพ’ (The King’s Warden / 왕과 사는 남자) ที่กำลังเข้าฉายอยู่ในขณะนี้ โดยแจฮวานกล่าวว่า “ผมแกล้งเขาเยอะมากเพราะเขาไปได้ดี และมักพูดประโยคว่า ‘ช่วงนี้ดีขึ้นมากนะ’, ‘กำลังดังเลย’, ‘ไหล่สูงเกินไปแล้ว’ อะไรแบบนี้ แต่จีฮุนก็ยังเป็นแบบเดิม เป็นคนที่ถ่อมตนมากจริงๆ ครับ.. ตอน Wanna One รียูเนี่ยนนั้น จีฮุนไปได้ดีมากเลย ก็รู้สึกขอบคุณเขามากๆ คิดว่าเราจะได้รับความสนใจมากขึ้นเพราะจีฮุน เลยถ่ายรายการด้วยความรู้สึกขอบคุณไปด้วยครับ”

แจฮวานบอกต่อว่าต้องรอให้ช่วงเวลานั้นผ่านไปก่อนถึงจะรู้ว่าตัวเองฝันถึงช่วงเวลานี้มากแค่ไหน การที่เมมเบอร์คนอื่นๆ รู้สึกเหมือนกันทำให้แจฮวานแปลกใจ ทำให้การรียูเนี่ยนและการทำงานครั้งนี้มีคุณค่ามากยิ่งขึ้น ความคิดที่ว่าต้องสร้างสรรค์โดยไม่มีความเสียใจก็ตามมาอย่างเป็นธรรมชาติ ในระหว่างการเตรียมตัวสำหรับการรียูเนี่ยนของ Wanna One นั้น เป็นช่วงเวลาที่ได้ใส่ชุดนักเรียนอีกครั้งก็คงพิเศษไม่น้อย คิมแจฮวานเล่าว่าในวันที่ฝนตกหนัก แม้จะเป็นช่วงเวลาเช้าวันธรรมดา แฟนๆ ก็ยังมา และแจฮวานรู้สึกขอบคุณอย่างจริงใจ

“ตอนที่รู้ว่าจะได้ใส่ชุดยูนิฟอร์มนักเรียนสีเทา ก็รู้สึกจริงๆ ว่าเราได้กลับไปยังช่วงเวลานั้นอีกครั้ง เมมเบอร์บางคนพูดเล่นๆ ว่าอยากใส่ทักซิโด้สีดำด้วย แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือช่วงเวลาที่ได้พบกับแฟนๆ วันนั้นฝนตกหนักมากครับ และไม่ใช่ช่วงเวลาที่มาได้ง่ายๆ แต่ทุกคนก็มากัน ขอบคุณมากจริงๆ ครับ ด้วยสถานการณ์มีการดีเลย์เยอะและยืดออกไป แต่ทุกคนก็รอจนจบ รู้สึกประทับใจมากกับภาพนั้น รู้สึกว่าทุกคนรอมานานมาก และคิดว่าต้องตอบแทนไม่ว่าจะเป็นในเชิงของเวทีหรือโอกาสใดที่ได้รับ คิดว่าจะลองทำให้เต็มที่อีกครั้งครับ”

คิมแจฮวาน (Kim Jaehwan)

‘I’ll Be There’ คือสิ่งแรกที่แจฮวานอยากส่งถึงแฟนๆ บนรากฐานนั้น คิมแจฮวานอธิบายเพลงนี้ว่าเป็น “เพลงที่เขียนขึ้นจากความจริงใจที่คิดถึงแฟนๆ” มากกว่าการเตรียมอัลบั้มเต็มหลังปลดประจำการ แจฮวานอยากส่งความรู้สึกถึงกันก่อน ดังนั้นจึงให้น้ำหนักกับอารมณ์ที่ถ่ายทอดผ่านเสียงร้อง กีตาร์ และเนื้อเพลงมากกว่าสิ่งอื่นใด

เมื่อถูกถามว่ามีแผนจะใส่ท่าเต้น (Choreography) บนเวทีเหมือนกับการแสดงเพลง ‘Designer’ จากมินิอัลบั้มชุดแรกหรือไม่ คิมแจฮวานก็ยิ้มด้วยความรู้สึกเสียดายปนอยู่ แจฮวานยังชอบเวทีที่มีการเต้นอยู่ แต่ในการทำงานโซโลต่อไปนั้น ได้ให้น้ำหนักกับการแสดงทิศทางดนตรีที่อยากไปให้ชัดเจนขึ้นมากกว่า

“ผมชอบนะครับ ชอบเต้นและร้องเพลงไปด้วยกัน แต่มีคนรอบข้างที่ห้ามปราม ตอนแรกก็ไม่ฟังและทำไปเรื่อยๆ แต่ถึงจุดหนึ่งก็เริ่มฟังพวกเขา ถ้าเป็นกิจกรรมกลุ่ม แฟนมีต หรือคอนเสิร์ต ถ้าแฟนๆ อยากดูก็ทำได้ทันที แต่ในแง่ของอัลบั้ม มีทิศทางที่ผมอยากไปต่อไปข้างหน้า เลยคงไม่ค่อยได้เห็นการเต้นในการทำงานโซโลมากนักแล้วครับ”

แทนที่จะเป็นแบบนั้น เวทีครั้งนี้จะให้ภาพของคิมแจฮวานที่แบกกีตาร์และร้องเพลงอยู่แถวหน้ามากขึ้น ราวกับว่าแจฮวานกำลังนำความรู้สึกในช่วงที่เป็นเด็กฝึกในวงดนตรี การแสดงในคลับ และเวทีออดิชันในยุคสมัครเล่นที่ขึ้นไปพร้อมกีตาร์กลับมาสู่ปัจจุบัน

คิมแจฮวานยอมรับด้วยว่า ในฐานะที่เดบิวต์ผ่านกลุ่มไอดอลอย่าง Wanna One ดนตรีที่แจฮวานแสวงหาในตอนนี้อาจรู้สึกแปลกสำหรับบางคน แต่แจฮวานบอกว่าเชื่อมั่นในสีของเสียงร้องและความรู้สึกของตัวเอง และตั้งใจจะนำเสนออย่างสม่ำเสมอโดยยึดสิ่งนั้นเป็นรากฐาน เพราะได้เต้นและร้องเพลงบนเวทีในกลุ่มมาเพียงพอแล้ว จึงอยากโฟกัสกับทิศทางที่ตัวเองอยากไปในอัลบั้มโซโลมากขึ้น

“ผมให้ความสำคัญกับการสะสมเรื่องราวของตัวเองมากกว่า แน่นอนว่าถ้าได้รับความรักมากๆ จากผลงานก็ดีครับ แต่ไม่ได้กระหายสิ่งนั้นในทันที ตอนอยู่ในกองทัพก็กลัวว่าจะถูกลืม แม้วันนั้นจะมาถึง ก็แค่กลับออกไปทำอีกครั้งก็ได้.. สิ่งสำคัญคือเมื่อกลับมาแล้วจะแสดงตัวเองอย่างไร จะเริ่มต้นอย่างไร ผมคิดว่าเทรนด์คือสิ่งที่ผมสร้างขึ้นเองครับ”

คิมแจฮวาน (Kim Jaehwan)

แจฮวานบรรยายตัวเองว่าเป็น “คนไม่เก่งที่แค่รักดนตรี” บอกว่าตัวเองไม่ใช่คนที่คุ้นเคยกับการวางแผนดนตรีเชิงพาณิชย์ และมาถึงจุดนี้ด้วยความคิดง่ายๆ ว่านักร้องต้องร้องเพลงเก่ง นักร้องเต้นต้องเต้นเก่งด้วย ต้องเล่นกีตาร์เก่ง และต้องสร้างเพลงที่ดี ในกระบวนการนั้นแจฮวานก็เริ่มฟังคนรอบข้างมากขึ้น และทิศทางปัจจุบันก็เป็นรูปเป็นร่างขึ้นจากกระบวนการนั้น

“ผมไม่ได้ทำดนตรีตามความดื้อรั้นของตัวเองแต่เพียงอย่างเดียวครับ ผมพึ่งพาคนรอบข้างมาก สิ่งที่ครอบครัวบอกที่บ้านก็ช่วยได้มาก เพื่อนๆ ก็มักบอกว่าผมควรไปทางร้องเพลงมากกว่าเต้น เมื่อฟังความเห็นพวกนั้น ก็จะมีจุดกึ่งกลางที่เกิดขึ้นจากส่วนที่ซ้ำกัน เลยคิดว่าจะลองก้าวต่อไปจากจุดกึ่งกลางนั้น ทิศทางของผมดูเหมือนจะถูกกำหนดโดยคนรอบข้าง ซึ่งก็รู้สึกขอบคุณสำหรับสิ่งนั้นด้วย ตอนนี้ผมยังเป็นฝ่ายที่ต้องพึ่งพาแฟนๆ อยู่ แต่วันหนึ่งอยากเป็นคนที่คนอื่นพึ่งพาได้จริงๆ ครับ”

แจฮวานบอกด้วยว่าเปิดรับการทำวาไรตี้ด้วย ชอบทั้งรายการพูดคุยและรายการที่ใช้ร่างกาย และมักมองหารายการที่ตื่นเต้นเร้าใจ แจฮวานบอกว่าไม่มั่นใจในฟอร์แมตที่แข่งขันด้วยการออกกำลังกายอย่าง ‘Physical: 100’ แต่ถ้ามีข้อเสนอที่เกี่ยวกับฟุตบอล เช่นรายการแบบ ‘The Gentlemen’s League’ (뭉쳐야 찬다) ที่แจฮวานเคยร่วมก่อนเข้ากรม ก็อยากลองอีกครั้ง การลดน้ำหนักประมาณ 7–8 กิโลกรัมหลังปลดประจำการก็เป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมตัวกลับมาทำงานอีกครั้งเช่นกัน

“ผมไม่อยากแสร้งทำเป็นว่าฉลาดกว่าที่เป็นจริงครับ สิ่งสำคัญคือการดึงเสน่ห์ของตัวเองออกมาให้ได้ จะเอาจุดแข็งที่มีและเปลี่ยนให้เป็นสิ่งที่ดึงดูดในสายตาคนอื่นได้อย่างไร นี่คือสิ่งที่สำคัญ ผมเคยคิดถึงเรื่องนี้มาก ตอนรายการเซอร์ไวเวิลสมัยที่ยังเด็กและเมมเบอร์คนอื่นๆ ก็เก่งด้านความสามารถพิเศษส่วนตัว เลยยากที่จะนำเสนอตัวเองออกมาอย่างมั่นใจ แต่ตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองรู้เสน่ห์ของตัวเองบ้างแล้ว อยากดึงมันออกมาให้ดียิ่งขึ้นต่อไปครับ”

คิมแจฮวานมาอยู่ตรงหน้าจุดเริ่มต้นหลายทางอีกครั้ง แต่ทิศทางที่แจฮวานตั้งใจจะไปดูชัดเจนขึ้นกว่าก่อน ไม่ใช่การฝืนทำเป็นเก่งหรือบังคับตัวเองให้เข้ากับเทรนด์ที่เกิดขึ้ย แต่เป็นการนำเสียงร้อง ความรู้สึก และเสน่ห์ที่จริงใจและตรงไปตรงมาที่เป็นตัวแจฮวานออกมาอย่างเป็นธรรมชาติผ่านดนตรีและบนเวที ด้วยซิงเกิล ‘I’ll Be There’ (지금 데리러 갈게) ซึ่งคิมแจฮวานเตรียมตัวเสร็จสิ้นแล้วสำหรับการก้าวไปเป็นคนที่คนอื่นพึ่งพาได้

🎵 มาพึ่งพา ‘คิมแจฮวาน’ ด้วยการฟังซิงเกิล ‘I’ll Be There’ (지금 데리러 갈게) ได้แล้ววันนี้ทุกแพลทฟอร์มสตรีมมิ่ง

Translate by WIN:D PARK
Source : 김재환 “아직은 팬에게 기대는 쪽…이젠 기댈 수 있는 사람 되고파” [D:인터뷰]

Leave A Comment

You must be logged in to post a comment